ประเพณีส่งเคราะห์

ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีส่งเคราะห์ เป็นพิธีทางไสยศาสตร์ และมีการประยุกต์เอาพุทธศาสนาเข้าไปผสมผสานได้อย่างแนบเนียน นับเป็นความชาญฉลาดของชาวล้านนาเป็นอย่างนิ่งที่นำความเชื่อทางฝ่ายพราหมณ์ ที่นับถือผีสางเทวดา และพิธีกรรมต่างๆ รวมเข้ากับบทพุทธมนต์ทางผ่ายพระพุทธศาสนา ประเพณีส่งเคราะห์ เป็นพิธีเซ่นสรวงสะเดาะเคราะห์ด้วยการบูชาปัดเป่าให้เคราะห์ร้ายกลายเป็นดี ซึ่งมักนิยมทำกันเมื่อมีคนใดคนหนึ่งเจ็บป่วย หรือมีอาเพศเหตุร้ายประการใดประการหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งเชื่อว่าทำให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องเหตุร้ายได้ทุเลาหรือรอดพ้นจาก อันตรายที่เกิดขึ้น
ประเพณีการส่งเคราะห์ปัจจุบันนี้ยังมีการยึดถือปฏิบัติกันอยู่ แต่เริ่มทำกันในสมัยใดนั้นไม่ทราบแน่ชัด และไม่มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้คนในสังคมล้านนามานับตั้งแต่ครัวที่ นับถือผีสางเทวดาในสังคมล้านนายุคเริ่มแรก เป็นประเพณีที่สามารถกระทำได้ทุกชนชั้นไม่จำกัดเฉพาะเจ้าขุนมูลนาย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาต่ออำนาจลี้ลับเหนือคำอธิบายตั้งแต่ ระดับชาวบ้านจนถึงชั้นปกครองได้เป็นอย่างดี ดังเช่น พิธีส่งเคราะห์ “ท้าวพระเมืองแก้ว ” ซึ่งในตำรากล่าวว่า พระเถรานุเถระชองเชียงใหม่สมัยนั้นได้ทำพิธีเพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับพระ เมืองแก้ว (นครเมืองเชียงใหม่ ระหว่างปี พ.ศ.2030-2069) และหลังจากนั้น พิธีส่งเคราะห์ท้าวเมืองแก้วนี้ก็ได้รับความนิยมเชื่อถือและแพร่ขยายไปทั่ว ล้านนา


กำหนดงาน
กระทำได้ทุกโอกาส เมื่อใดก็ตามที่มีญาติพี่น้องเกิดเคราะห์ร้ายและเจ็บป่วย
ประเพณีส่งเคราะห์

กิจกรรม / พิธี
ผู้ที่ประกอบพิธีส่งเคราะห์ต้องเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ผ่านการบวชเรียนถือศีล มาแล้ว และต้องเป็น “หนาน” (ผู้ที่ลาสิกขาจากเพศภิกษุสงฆ์ หรือ “ทิด” ในภาคกลาง)  และเป็นผู้นิยมเคร่งครัดในทางไสยศาสตร์จนเป็นที่ยอมรับนับถือของชาวบ้าน  การจำกัดวุฒิของผู้ที่มาประกอบพิธี หรือ “อาจารย์” ต้องเป็นหนานนั้นถือมาแต่โบราณแล้ว จนมีคำพังเพยพูดกันติดปากว่า “บ่ดีเอาน้อยเป็นอาจารย์ บ่ดีเอาหนานเป็นแก่วัด”  แก่วัดหมายถึงมรรคนายกที่ไม่เอาหนานเป็น “แก่วัด” ก็เพราะสมัยก่อนเชื่อกันว่า ธรรมดาของผู้ที่บวชเรียนมานานๆ นั้นมีจิตใจเยือกเย็นจะทำหน้าที่มรรคนายก ซึ่งต้องใช้ความว่องไว ปราดเปรียวในการวิ่งเต้นไม่ได้
การทำพิธีจะเริ่มเมื่อมีคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเกิดเจ็บป่วย ที่รักษาพยาบาลกันมาหลายวันอาการยังไม่ทุเลา ผู้เป็นพ่อแม่ พี่น้อง หรือภรรยา สามี ของผู้ป่วยจะไปดูเมื้อ หรือหมอเมื้อ คือ หมอดูทางโหราศาสตร์นั่นเอง หมอเมื้อบางครั้งเป็นอาจารย์ที่ทำพิธีส่งเคราะห์ด้วย โดยได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากครูบาอาจารย์แต่โบราณ โดยมีการเขียนพิธีส่งเคราะห์ต่างๆ ลงในกระดาษสา หรือที่เรียกกันว่า “พับสา” เขียนด้วยตัวอักษรล้านนา
เมื่อให้หมอดูตรวจดวงชะตาราศีของผู้ป่วยว่าเป็นอย่างไร ต้องพระเคราะห์ หรือถูกภูตผีปีศาจทิศไหนทำเอา โดยมากผู้ที่เป็นอาจารย์มักจะใช้วิชาทางโชคเคราะห์ได้อีกประการหนึ่ง แต่ตามธรรมดาเมื่อคนเราล้มเจ็บลงหมายถึงมีเคราะห์เข้าแทรก
เมื่อพ่อหมอลงเลขพานาทีดูแล้วจะบอกให้ญาติของผู้ป่วยเลยว่า ถูกผีหรือรุกขเทวดาที่นั่นที่นี่ทำเอา ต้องทำพิธีด้วยการสะเดาะเคราะห์ ด้วยการส่งเครื่องเซ่นสรวงไปถวาย เพื่อเจ้าหรือผีจะได้ลดความพิโรธโกรธเคือง และอาจจะทำให้หายเจ็บป่วยได้ แต่การส่งมีด้วยกันหลายอย่างมีชื่อเรียกต่างๆ กันว่าส่งเคราะห์นารา ส่งตัวโจน ส่งท้าวทั้งสี่ (จตุโลกบาล) ส่งผีกะยักษ์ ส่งตั๋วเปิงตั๋วจน (ส่งเคราะห์ตามปีเกิด)ส่งเคราะห์บ้าน  ส่งราหู  ส่งท้าวพระเมืองแก้วส่งเคราะห์เด็ก เป็นต้น
การพิธี “ส่ง” ก่อนจะทำพิธีมีการเตรียมเครื่องเซ่น และมีการ “ตั้งขัน” (คือยกครู) ให้ผู้เป็นอาจารย์เสียก่อน  เครื่องตั้งขันมักมี หมากพลู บุหรี่ ผ้าขาว ผ้าแดง และเงินค่าครู ซึ่งแล้วแต่ผู้เป็นอาจารย์จะบอกให้   แต่ก่อนค่ายกครูมีมูลค่า “กึ่งวิ่น” (หกสตางค์) “วิ่น” (เฟื้องหรือ 12 สตางค์)  ขึ้นไปจนถึง 1-2-3-6 บาท แต่ปัจจุบัน 12 บาท 22 บาท หรือ 32 บาท ตามลำดับ (ข้อมูลปัจจุบัน 22-32 บาท) และที่ขาดไม่ได้ คือ เหล้า 1 ขวดห้าฮ้อย (ขวดเบียร์เล็ก) หรือ 1 ขวดขัน (ขวดเบียร์ใหญ่) ซึ่งเมื่อทำพิธีเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจารย์จะรินดื่มพอเป็นพิธีแล้วแจกกันรับประทาน
เมื่อเตรียมเครื่องยกครูหรือตั้งขันเรียบร้อยแล้ว จะมีการเตรียมเครื่องเซ่นที่จะทำพิธีส่งเครื่องเซ่นนี้    “อาจารย์” จะบอกให้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง แต่โดยมากมี “ตุง” (คือธงสามเหลี่ยม) เป็นธงขนาดเล็กๆ กว้างประมาณ 2 นิ้ว ทำด้วยกระดาษสีต่างๆ แต่มักจะมีสีขาว สีแดง สีดำ สีเหลือง อื่นนอกจากนี้ไม่นิยม “ตุง” ที่ว่านี้ อาจารย์จะบอกให้ทราบว่าอย่างไหน สีไหน ใช้กี่ตัว แต่จำนวนที่นิยมใช้นั้นมักจะใช้  3 ตัว 6 ตัว 9 ตัว 12 ตัว
นอกจากเตรียมตุงแล้วก็จัดการเตรียมอย่างอื่นอีก เช่น การหาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปคน และสัตว์ต่างๆ เช่น วัว ควาย เสือ งู ไก่ ช้าง และจัดหา กล้วย อ้อย หมาก พริก บุหรี่ เมี่ยง ข้าวสุก จำพวกอาหารก็มีแกงสุก  แกงดิบ ขนมหวาน สิ่งละเล็กละน้อย เตรียมไว้ บางรายที่เป็น “ส่งผีกะยักษ์” ก็มักจะมีเนื้อสดๆ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปด้วย เมื่อเตรียมเครื่องเซ่นเสร็จและถูกต้องตามตำราท่านอาจารย์แล้ว อาจารย์ก็จะให้ตัดกาบกล้วยมาทำเป็นกระทงรูปสี่เหลี่ยม  มีขนาดกว้างยาวตั้งแต่ 1 คืบ ถึง 2 ศอก ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่ที่สุด แล้วจัดการกรุขึ้นที่เสียให้ดี และนำเครื่องเซ่นที่จัดไว้เตรียมใส่ไปในกระทงหรือเรียกอย่างชาวเหนือว่า “สะตวง” เรียบร้อยแล้ว อาจารย์จะนำเอากระทงหรือสะตวง ไปยังสามแพร่ง หรือ สี่แพร่ง หรือ ทิศใดทิศหนึ่ง ที่ไม่ถูกกับลัคนาคนป่วยซึ่งอาจารย์จะทราบได้ว่าอยู่ทิศไหน ตามที่ลงดวงชะตาคนป่วยดูแล้ว เมื่อไปถึงที่ที่ต้องการแล้วอาจารย์ก็ยกทูลขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวอาราธนา เชื้อเชิญให้ภูตผีเทวดาอารักษ์มารับเครื่องเซ่น แล้ววางไว้ นำตำราสมุดข่อย (พับสา) มากางออกอ่านคำโองการสังเวยด้วยเสียงอันดังชัดถ้อยชัดคำ
ในคำโองการมักระบุชื่อผู้ป่วยด้วยว่าขอสังเวยให้ผีตนนั้น และขอให้หายเจ็บป่วยเสียที บางทีก็แช่งภูตผีปีศาจด้วยว่า เป็นผีตะกละตะกลาม เมื่อจะกินเครื่องเซ่นก็กินเสีย และเมื่อกินแล้วก็ให้ไปเสียทางอื่น อย่ามารบกวนอีก และเมื่อจะไปก็จงนำพยาธิร้ายของคนป่วยไปเสียด้วย อย่ามากล้ำกรายอีกต่อไปบางทีก็เป็นคำขอสมาลาโทษว่า หากผู้ป่วยได้ผิดพลั้งล่วงเกินด้วยประการใดๆ โดยไม่ได้เจตนา หรือเจตนา ก็ตาม ขออย่าได้ถือโทษโกรธเคือง เมื่อได้ส่งเครื่องสังเวยเซ่นสรวงให้แล้ว ก็ขอให้หายเจ็บไข้โดยเร็ววันเถิด   เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วก็ทิ้ง  “สะตวง”  ไว้ที่นั้นเอง ปล่อยนก สุนัข มาจัดการกับสิ่งของที่อยู่ในสะตวงนั้นเป็นอันเสร็จพิธี อาจารย์กลับมายังบ้านของคนป่วย ปลดขันตั้ง ไปจัดการเสียตามระเบียบ บางรายก็อาจมีการผูกมือให้คนป่วย เป็นการบำรุงกำลังใจด้วย
การส่งเคราะห์นี้ถือกันว่า ร้ายแรงกว่าอย่างอื่นก็คือ การส่งแถน คำว่า “ส่งแถน” นี้ เขียนมาจากคำว่าเทียน ซึ่งหมายถึง “ฟ้า” คนโบราณเชื่อกันว่า บรรพบุรุษของมนุษย์ทุกคนอยู่บนสวรรค์ชั้นฟ้า เรียกกันว่า “ปู่แถนย่าแถน” ซึ่งมีอำนาจบันดาลให้มนุษย์เกิด เจ็บป่วยและมีอันเป็นไปต่างๆ นานา หากได้ทำการการส่งเครื่องเซ่นสังเวยให้เป็นการสมาลาโทษแล้ว หาก ปู่แถนย่าแถน ให้อภัยโทษหนักนั้นก็กลับเบาบางลงได้ แต่หาก ปู่แถนย่าแถน ไม่ให้อภัยแล้วก็จะถึงแก่ชีวิต
แต่ว่า ส่งแถนไปแล้วก็มิได้หมายความว่า คนป่วยจะรอดชีวิตทุกรายไม่ บางรายอาจจะมีอาการหนักมากอาจารย์ทำพิธี “ส่ง” ยังไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน ก็มี  ซึ่งต้องเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของชะตากรรมมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามพิธีส่งเคราะห็นี้ก็ยังนิยมยึดถือปฏิบัติในสังคมล้านนามาจน ถึงทุกวันนี้
พิธีส่งเคราะห์นั้นมีความหลากหลาย จึงขอกล่าวถึงตัวอย่างการส่งเคราะห์ เครื่องเซ่นสรวงแต่ละอย่างต้องใช้อะไรบ้าง
1.เครื่องส่งสั๋วเปิ๋งตั๋วจน   ส่งเคราะห์ตามราศีเกิด หมายความว่า เมื่อเกิดปีไหนจะมีตั๋วจน(ชน) คู่กับราศีเกิดมาด้วย ซึ่งกล่าวไว้ในตำราส่งเคราะห์  เครื่องส่งเคราะห์ประกอบด้วย สะตวง 1 อัน ในสะตวงประกอบด้วยหมากพลู กล้วย อ้อย ชิ้น (เนื้อสัตว์ประเภทวัว ควาย หมู) ปลา ข้าว สิ่งเหล่านี้ให้ใส่ชิ้นเล็กๆ ตามราศีเกิด เช่น
ส่งเสือ          มีเครื่อง  10          ช่อตุงดำ  10            เทียน  1  คู่          รูปเสือ          1   ตัว
ส่งวัว            มีเครื่อง    6          ช่อตุงแดง   6           เทียน  1  คู่          รูปวัว           1    ตัว
ส่งแมว          มีเครื่อง    8          ช่อตุงแดง   8           เทียน  1  คู่          รูปแมว         1    ตัว
ส่งหนู            มีเครื่อง 12           ช่อตุงดำ   12           เทียน  1  คู่          รูปหนู          1    ตัว
ส่งนาค          มีเครื่อง  19          ช่อตุงทางลายดำ 19 เทียน  1  คู่          รูปนาค         1    ตัว
ส่งรุ้ง              มีเครื่อง 15          ช่อตุงเหลืองเขียว   1 เทียน  1  คู่          รูปรุ้ง            1    ตัว
ส่งช้าง            มีเครื่อง 21          ช่อตุงขาว       21      เทียน  1  คู่          รูปช้าง          1    ตัว
ส่งราชสีห์       มีเครื่อง 17           ช่อตุงขาวดำ  17       เทียน  1  คู่          รูปราชสีห์     1    ตัว
2.ส่งเคราะห์เอือน (ส่งเคราะห์บ้าน) ถ้าจะส่งเคราะห์หมดทั้งบ้านเรือน ให้มีสะตวงสี่แจง (สี่มุม) 1 อัน ใส่หมาก พลู กล้วย อ้อย พริก เกลือ ชิ้นปลา แกงส้ม แกงหวาน อย่างละ 3  รูปปืน 3 บอก รูปหอก 3 เล่ม รูปดาบ 3 เถื่อน (เล่ม) ไม้แค่ (ไม้ขนาดเล็กๆ มัดรวมกัน) 1 มัด น้ำ 1 บอก ปั้นหรือ เขียนรูปคนนั่งถือถุงเงินอยู่กลางสะตวง ช่อตุงขาว แดง เหลือง ดำ อย่างละ 3 อัน เทียน 1 คู่ เอาเสื้อผ้าของเจ้าของบ้านทุกคนมารวมกันไว้แล้ววางใกล้ๆ กับสะตวง แล้วกล่าวโองการส่งเคราะห์ตามตำรา
3.ส่งราหูนะวะคาด (ส่งเคราะห์พระราหู) ผู้ใดไม่สบายมีเคราะห์กรรมให้ไล่ดูตามตำราเสร็จแล้วใช้สะตวงสี่เหลี่ยม 1 อัน ใส่หมากพลู กล้วย อ้อย พริก เกลือ ชิ้นปลา ข้าว แกงส้ม แกงหวาน (หมายถึง อาหารคาว หวาน) อย่างละ 9 ช่อ  ตุงขาว เหลือง ดำ แดงอย่างละ 9 แล้วเขียนรูปราหู 9 ตัว เทียน 9 เล่ม กล่าวคำโองการส่งเคราะห์ตามตำรา
4.ส่งเคราะห์เด็ก เด็กหญิงเด็กชายอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปจนถึง 12 ปี ไม่แข็งแรงสมบูรณ์มักเจ็บป่วยอยู่เสมอ ให้มีสะตวงสี่เหลี่ยม 1 อัน ใส่หมากพลู กล้วย อ้อย พริก เกลือ ชิ้นปลา ข้าว อย่างละ 12 ให้มีเสื้อใหม่ ซิ่นใหม่ กางเกงใหม่ ม้าวใส่แขน(กำไรแขน) แหวนใส่ก้อย สร้อยสังวาล ปิ่น ลาน (ตุ้มหู) ผ้าขาวม้า เกิบ (รองเท้า) จ้อง (ร่ม) แว่น (กระจกเงา) หวี เทียน 1 คู่ แล้วให้อาจารย์ใส่น้ำอาบน้ำหอมสำหรับตัดผมตัดเล็บ  ใส่ลงในหม้อวางตรงกลางของสะตวง แล้วเอาข้าวเหนียวสุก เกลือกเนื้อตัวเด็กผู้จะทำพิธี แล้วปั้นเป็นรูปคนสมมติแทนตัวเด็ก ห่อผ้าขาวไว้กลางสะตวงเช่นกัน   แล้วกล่าวโองการส่งตามตำรา นอกจากนั้นมีพิธีส่งท้าวพระเมืองแก้วที่นิยมทำกันมาก หากต้องการทราบรายละเอียดให้ดูของสมเจต วิมลเกษม เรื่อง ส่งเคราะห์ : ประเพณีแห่งความเอื้ออาทรของเครือญาติ ในชีวิตไทยชุด ฮีตฮอยเฮา, 2537 หน้า 168-169

ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Leave a Reply

You can use these XHTML tags: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <blockquote cite=""> <code> <em> <strong>